Home การศึกษา ความรู้มีไว้ขาย อยากได้ต้องจ่ายตังค์ (อัจฉรา รักยุติธรรม)
 
Increase Font Size Option 5 Reset Font Size Option 5 Decrease Font Size Option 5
  

06
Jan
2010

ความรู้มีไว้ขาย อยากได้ต้องจ่ายตังค์ (อัจฉรา รักยุติธรรม) (อ่าน :314 ครั้ง) Print E-mail

ความรู้มีไว้ขาย อยากได้ต้องจ่ายตังค์

?

9 ธันวาคม 2552
อัจฉรา รักยุติธรรม


ความย่อ :?ในโลกยุคความรู้มีลิขสิทธิ์ คนที่ไม่มีจะจ่าย ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า ความรู้ทางวิชาการการเก็บค่าลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังการสัมมนาทางวิชาการ สะท้อนกระบวนการทำความรู้ให้เป็นสินค้าที่กำลังลดทอนคุณค่าและบิดเบือนอุดมการณ์ของการผลิตความรู้ทางวิชาการ ให้กลายเป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง

?

ขอเข้าไปฟังเฉย ๆ ไม่จ่ายค่าลงทะเบียน ไม่รับเอกสาร และไม่รับประทานอาหารได้ไหมคะ

?

เป็นนักศึกษาหรือคะ ไม่ได้ค่ะ ที่นั่งเรามีไม่พอ เพราะคนเข้าฟังเยอะมาก น้ำเสียงแข็งทื่อและเย็นชาของเจ้าหน้าที่คราวป้าผู้รับลงทะเบียนสวนกลับมาทันควัน

?

ด้วยความดื้อด้าน ฉันเดินลงมายังชั้นจอดรถ แล้วลักลอบใช้ลิฟท์ขึ้นไปยังชั้นสี่ซึ่งเป็นห้องประชุมโดยไม่ต้องเดินผ่านโต๊ะลงทะเบียนที่อยู่ชั้นสอง ที่ไหนได้ เมื่อลิฟท์เปิดออกมาปรากฏว่ามีเด็กหนุ่มแต่งกายชุดพื้นเมืองเข้ากับบรรยากาศการสัมมนายืนยิ้มเผล่รอรับอยู่หน้าลิฟท์

?

ลงทะเบียนหรือยังครับ

?

ลงแล้วค่ะฉันอึกอักตอบ

?

เขาทำท่าจะพาฉันเข้าไปยังห้องประชุม นั่นหมายความว่าที่นั่งยังเหลือ ทั้ง ๆ ที่ฉันไปสายกว่าเวลาเริ่มสัมมนาแล้วถึงชั่วโมงเศษ ?แต่บังเอิญว่าเขาตาดี ?“เอ๊ะแต่ทำไมไม่มีกระเป๋าใส่เอกสารที่แจกตอนลงทะเบียน

?

ฉันนึกถึงสีหน้าตัวเองในตอนนั้นไม่ออกเลยว่ามันซีดเผือดลงเพียงใด

?

ไปครับ เดี๋ยวผมพาลงไปลงทะเบียน?น้องชายคนนั้นพาฉันเดินลงบันไดแบบตามติดทุกฝีก้าว ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมตัวเพราะตกเป็นผู้ต้องหาในคดี วางแผนโจรกรรม”? แต่ด้วยความกะล่อนอันเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว ฉันหลบหนีการจับกุมมาได้โดยที่ยังไม่ทันถูกบรรดาเจ้าหน้าที่ร่วมกันชี้หน้าประณามว่าฉันจงใจที่จะหลบเลี่ยงการจ่ายเงินค่าลงทะเบียน แต่ฉันก็ต้องพาตัวเองออกมาจากสถานที่แห่งนั้นโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตาของวิทยากรชื่อดังทั้งหลาย

?

ฉันนั่งรถประจำทางข้ามจังหวัดกลับมาที่พักอย่างหัวเสีย ถามตัวเองอยู่นานว่าหงุดหงิดอะไร เสียดายเงินและเวลาที่อุตส่าห์นั่งรถไปหลายชั่วโมง? เสียหน้าที่ถูกจับได้ว่าโกหก งก ฉวยโอกาส? ?

?

ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยที่ฉันทำงานอยู่มีงบประมาณจากภาษีประชาชนสนับสนุนให้อาจารย์อย่างฉันเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการได้อย่างสง่าผ่าเผย และอันที่จริงเงินค่าลงทะเบียนมันก็น้อยกว่าราคารองเท้าคู่หนึ่งของฉันเสียอีก จะจ่ายซื้อเอกสารหรืออาหารกลางวันสักมื้อก็คงไม่เดือดร้อนอะไร ?

?

จ่ายเงินไปเสียก็สิ้นเรื่อง ป่านนี้คงได้นั่งฟังสัมมนาอยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ สบายใจเฉิบแล้วเสียงหนึ่งก้องอยู่ในหู? แต่อีกเสียงหนึ่งในใจกำลังอธิบายเหตุผลอันยืดยาวของการไม่ยอมจ่ายซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอายในครั้งนี้

?

โจรกรรมความรู้ หรือทวงสิทธิอันพึงมีพึงได้

?

ตั้งแต่เล็กจนโตค่าเทอมเป็นต้นทุนเพียงอย่างเดียวที่ฉันไม่ได้ประหยัดเพื่อแลกกับสิ่งที่เรียกว่า????? ”ความรู้ทางวิชาการแต่นั่นก็ไม่ใช่การจ่ายอย่างเต็มอกเต็มใจ แต่เป็นเพราะไร้โอกาสที่จะหลบเลี่ยงต่างหาก (แต่ฉันก็มักพิรี้พิไรจ่ายล่าช้ากว่ากำหนดเสมอ) ส่วนการได้มาซึ่งความรู้ทางวิชาการในวิธีแบบอื่น ๆ ฉันมักใช้วิธีโจรกรรมเยี่ยงนางโจร

?

เช่นเดียวกับนักศึกษาไทยจำนวนมาก ฉันไม่มีปัญญาซื้อหาตำราต่างประเทศราคาเล่มละหลายร้อย หรือบางเล่มก็หลายพันบาท ฉันจึงละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างหน้าชื่นตาบานด้วยการถ่ายสำเนาตำราเหล่านั้นจากห้องสมุด ครั้นจะคอยยืมอ่านจากห้องสมุดแบบถูกต้องตามกฎหมายเห็นทีจะไม่ทันการณ์ เพราะห้องสมุดมักจะมีหนังสือเพียงปกละหนึ่งถึงสองเล่ม ขณะที่นักศึกษาหลายสิบคนจ่อคิวรออ่านอยู่

?

มหาวิทยาลัยในเมืองไทยมีสตางค์จ่ายซื้อลิขสิทธิ์วารสารต่างประเทศได้ในจำนวนจำกัด ฉันจึงต้องอาศัยผลบุญของเพื่อน ๆ ที่ร่ำเรียนอยู่ต่างประเทศขอให้พวกเขาดาวน์โหลดบทความส่งผ่านอีเมลล์มาให้ ขอบคุณอินเตอร์เน็ทและกูเกิ้ลที่ทำให้ฉันมีช่องทางประหยัดเวลาและเงินทองในการหาความรู้ได้มากขึ้น

?

ครูท่านหนึ่งของฉันสอนนักสอนหนาว่าถ้าอยากมีความรู้ก็ต้องแปลงตัวเป็นสิงห์สัมมนาฉันจึงตะบี้ตะบันพาตัวเองไปอยู่ในวงสัมมนาทางวิชาการต่าง ๆ เท่าที่โอกาสและค่ารถในกระเป๋าจะเอื้ออำนวย ถึงแม้ว่างานสัมมนาหลายแห่งจะเก็บค่าลงทะเบียน แต่นักศึกษาก็มักได้รับสิทธิพิเศษเพื่อลดหย่อนหรือยกเว้นค่าลงทะเบียนหากเรายอมที่จะไม่รับเอกสารและไม่รับประทานอาหารที่องค์กรเจ้าภาพจัดไว้ให้ หรือบางครั้งก็ต้องนั่งเก้าอี้เสริม หรือลงไปนั่งฟังกับพื้น ฉันไม่เคยรังเกียจที่จะใช้สิทธินั้นเสมอ

?

วันนี้ฉันสวมรอยเป็นนักศึกษาอีกครั้ง เพราะได้รับคำเชิญชวนจากวิทยากรท่านหนึ่งให้ไปร่วมฟังการนำเสนอบทความในงานสัมมนาเกี่ยวกับรัฐชาติ-พรมแดน ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจัดโดย ความร่วมมือในวงวิชาการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความริเริ่มของสถาบัน มูลนิธิ และองค์กรต่างๆ ทางด้านวิชาการตามที่เขียนไว้ในโครงการสัมมนา

?

ฉันเห็นว่าหัวข้อการสัมมนาน่าสนใจ น่าจะช่วยเปิดหูเปิดตาตนเอง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของงานสัมมนาที่ระบุว่า เพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้.... เพื่อกระตุ้นให้มีการนำเอาความรู้และความเข้าใจที่ได้ ไปปรับใช้....และเพื่อมุ่งสร้างคุณค่าและองค์ความรู้ความเข้าใจ....

?

กลุ่มเป้าหมายของงานสัมมนาครั้งนี้ ได้แก่ ครู-อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ซึ่งกำหนดว่าจะต้องจ่ายค่าลงทะเบียนคนละสามร้อยบาทสำหรับนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี และห้าร้อยบาทสำหรับบุคคลทั่วไป ในโครงการสัมมนาระบุชัดเจนว่าค่าลงทะเบียนนั้น เป็นค่าเอกสารประกอบการสัมมนา อาหารว่างและกลางวัน มิใช่ค่าเข้าฟังสัมมนาแต่อย่างใด

?

ดังนั้น ถ้าตีความตามตัวอักษรฉันจึงมิได้ทำผิดกติกาที่จะขอเข้าฟังโดยไม่กินอาหารและไม่รับเอกสาร (และอาจจะต้องนั่งพื้น) แต่คำขอของฉันถูกปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวด้วยเหตุผลที่ว่าที่นั่งเต็ม” (สำหรับคนไม่จ่ายตังค์ แต่ถ้าจะจ่ายตังค์ก็ยังรับลงทะเบียนเพิ่มได้)

?

เหตุที่ไม่ยอมจ่าย

ปัญหาของฉันไม่ได้อยู่ที่ราคาค่าลงทะเบียนว่าจะกี่ร้อยกี่พันบาท หรือการที่ตัวเองเสียเหลี่ยมเพราะไม่ได้เข้างาน ฟรีแบบที่เคยเล็ดลอดเข้างานสัมมนาอื่น ๆ ฉันเพียงอยากใช้สิทธิของคนธรรมดาคนหนึ่งที่ปรารถนาจะศึกษาหาความรู้ทางวิชาการ (ซึ่งเอาเข้าจริง คำๆ นี้ก็อาจจะไม่มีคุณค่าควรแก่การฝ่าฟันเพื่อให้ได้มันมาสักเท่าไร) โดยไม่ต้องซื้อ

?

ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังอยากทวงถามถึงอุดมคติของสถาบันวิชาการ เป้าหมายของการผลิต ความรู้ทางวิชาการและเกินเลยไปถึงอุดมการณ์ของระบบการศึกษาที่ฉัน (หลง) คิดว่ามันควรจะเป็นไปเพื่อสังคมและเป็น บริการสังคมที่สถาบันวิชาการใด ๆ ก็ตามไม่ว่าของรัฐหรือเอกชนควรจะจัด ให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดราคาค่างวด

?

สถาบันที่จัดงานอาจจะแก้ต่างว่าการกีดกันคนไม่มี (หรือไม่ยอมจ่าย) ตังค์ไม่ให้เข้าฟังนั้นเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่โดยพลการ ไม่ใช่นโยบายของหน่วยงาน แต่แม้ว่าสถาบันจะมีนโยบายกีดกันเช่นนั้นจริง ๆ ทั้งหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก

?

ฉันเองต่างหากที่เลอะเลือนหลงยุคสมัย ไม่ยอมเข้าใจว่ายุคนี้เป็นยุคลิขสิทธิ์ที่ของฟรีไม่มีในโลกอีกต่อไป ทุกอย่างมีต้นทุนที่ต้องจ่าย งานสัมมนาวิชาการส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศส่วนใหญ่เขาเก็บเงินค่าลงทะเบียนกันทั้งนั้น

?

อะไร ๆ มันก็เป็นเงินเป็นทอง เป็น สินค้าไปเสียหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ความรู้ทางวิชาการ(ยกเว้นความรู้ของชาวบ้านที่นักวิชาการไปฉกมาใช้อยู่บ่อย ๆ) สำคัญโอกาสในการศึกษาหาความรู้มีไว้สำหรับคนมีเงินเท่านั้น ฉันสิยังโง่งมมัวมาถามหา บริการ” “สวัสดิการสังคมอะไรอยู่ได้??

Comments
Search
Only registered users can write comments!

3.25 Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

Last Updated on Wednesday, 06 January 2010 08:33
 

Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.