ความรู้มีไว้ขาย อยากได้ต้องจ่ายตังค์
?
9 ธันวาคม 2552
อัจฉรา รักยุติธรรม
ความย่อ :?ในโลกยุคความรู้มีลิขสิทธิ์ คนที่ไม่มีจะจ่าย ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้ทางวิชาการ” การเก็บค่าลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังการสัมมนาทางวิชาการ สะท้อนกระบวนการทำความรู้ให้เป็นสินค้าที่กำลังลดทอนคุณค่าและบิดเบือนอุดมการณ์ของการผลิตความรู้ทางวิชาการ ให้กลายเป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง
?
“ขอเข้าไปฟังเฉย ๆ ไม่จ่ายค่าลงทะเบียน ไม่รับเอกสาร และไม่รับประทานอาหารได้ไหมคะ”
?
“เป็นนักศึกษาหรือคะ ไม่ได้ค่ะ ที่นั่งเรามีไม่พอ เพราะคนเข้าฟังเยอะมาก” น้ำเสียงแข็งทื่อและเย็นชาของเจ้าหน้าที่คราวป้าผู้รับลงทะเบียนสวนกลับมาทันควัน
?
ด้วยความดื้อด้าน ฉันเดินลงมายังชั้นจอดรถ แล้วลักลอบใช้ลิฟท์ขึ้นไปยังชั้นสี่ซึ่งเป็นห้องประชุมโดยไม่ต้องเดินผ่านโต๊ะลงทะเบียนที่อยู่ชั้นสอง ที่ไหนได้ เมื่อลิฟท์เปิดออกมาปรากฏว่ามีเด็กหนุ่มแต่งกายชุดพื้นเมืองเข้ากับบรรยากาศการสัมมนายืนยิ้มเผล่รอรับอยู่หน้าลิฟท์
?
“ลงทะเบียนหรือยังครับ”
?
“ลงแล้วค่ะ” ฉันอึกอักตอบ
?
เขาทำท่าจะพาฉันเข้าไปยังห้องประชุม นั่นหมายความว่าที่นั่งยังเหลือ ทั้ง ๆ ที่ฉันไปสายกว่าเวลาเริ่มสัมมนาแล้วถึงชั่วโมงเศษ ?แต่บังเอิญว่าเขาตาดี ?“เอ๊ะแต่ทำไมไม่มีกระเป๋าใส่เอกสารที่แจกตอนลงทะเบียน”
?
ฉันนึกถึงสีหน้าตัวเองในตอนนั้นไม่ออกเลยว่ามันซีดเผือดลงเพียงใด
?
“ไปครับ เดี๋ยวผมพาลงไปลงทะเบียน” ?น้องชายคนนั้นพาฉันเดินลงบันไดแบบตามติดทุกฝีก้าว ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมตัวเพราะตกเป็นผู้ต้องหาในคดี “วางแผนโจรกรรม”? แต่ด้วยความกะล่อนอันเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว ฉันหลบหนีการจับกุมมาได้โดยที่ยังไม่ทันถูกบรรดาเจ้าหน้าที่ร่วมกันชี้หน้าประณามว่าฉันจงใจที่จะหลบเลี่ยงการจ่ายเงินค่าลงทะเบียน แต่ฉันก็ต้องพาตัวเองออกมาจากสถานที่แห่งนั้นโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตาของวิทยากรชื่อดังทั้งหลาย
?
ฉันนั่งรถประจำทางข้ามจังหวัดกลับมาที่พักอย่างหัวเสีย ถามตัวเองอยู่นานว่าหงุดหงิดอะไร เสียดายเงินและเวลาที่อุตส่าห์นั่งรถไปหลายชั่วโมง? เสียหน้าที่ถูกจับได้ว่าโกหก งก ฉวยโอกาส? ?
?
ความจริงแล้วมหาวิทยาลัยที่ฉันทำงานอยู่มีงบประมาณจากภาษีประชาชนสนับสนุนให้อาจารย์อย่างฉันเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการได้อย่างสง่าผ่าเผย และอันที่จริงเงินค่าลงทะเบียนมันก็น้อยกว่าราคารองเท้าคู่หนึ่งของฉันเสียอีก จะจ่ายซื้อเอกสารหรืออาหารกลางวันสักมื้อก็คงไม่เดือดร้อนอะไร ?
?
“จ่ายเงินไปเสียก็สิ้นเรื่อง ป่านนี้คงได้นั่งฟังสัมมนาอยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ สบายใจเฉิบแล้ว” เสียงหนึ่งก้องอยู่ในหู? แต่อีกเสียงหนึ่งในใจกำลังอธิบายเหตุผลอันยืดยาวของการไม่ยอมจ่ายซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอายในครั้งนี้
?
โจรกรรมความรู้ หรือทวงสิทธิอันพึงมีพึงได้
?
ตั้งแต่เล็กจนโตค่าเทอมเป็นต้นทุนเพียงอย่างเดียวที่ฉันไม่ได้ประหยัดเพื่อแลกกับสิ่งที่เรียกว่า????? ”ความรู้ทางวิชาการ” แต่นั่นก็ไม่ใช่การจ่ายอย่างเต็มอกเต็มใจ แต่เป็นเพราะไร้โอกาสที่จะหลบเลี่ยงต่างหาก (แต่ฉันก็มักพิรี้พิไรจ่ายล่าช้ากว่ากำหนดเสมอ) ส่วนการได้มาซึ่ง “ความรู้ทางวิชาการ” ในวิธีแบบอื่น ๆ ฉันมักใช้วิธีโจรกรรมเยี่ยงนางโจร
?
เช่นเดียวกับนักศึกษาไทยจำนวนมาก ฉันไม่มีปัญญาซื้อหาตำราต่างประเทศราคาเล่มละหลายร้อย หรือบางเล่มก็หลายพันบาท ฉันจึงละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างหน้าชื่นตาบานด้วยการถ่ายสำเนาตำราเหล่านั้นจากห้องสมุด ครั้นจะคอยยืมอ่านจากห้องสมุดแบบถูกต้องตามกฎหมายเห็นทีจะไม่ทันการณ์ เพราะห้องสมุดมักจะมีหนังสือเพียงปกละหนึ่งถึงสองเล่ม ขณะที่นักศึกษาหลายสิบคนจ่อคิวรออ่านอยู่
?
มหาวิทยาลัยในเมืองไทยมีสตางค์จ่ายซื้อลิขสิทธิ์วารสารต่างประเทศได้ในจำนวนจำกัด ฉันจึงต้องอาศัยผลบุญของเพื่อน ๆ ที่ร่ำเรียนอยู่ต่างประเทศขอให้พวกเขาดาวน์โหลดบทความส่งผ่านอีเมลล์มาให้ ขอบคุณอินเตอร์เน็ทและกูเกิ้ลที่ทำให้ฉันมีช่องทางประหยัดเวลาและเงินทองในการหาความรู้ได้มากขึ้น
?
ครูท่านหนึ่งของฉันสอนนักสอนหนาว่าถ้าอยากมีความรู้ก็ต้องแปลงตัวเป็น “สิงห์สัมมนา” ฉันจึงตะบี้ตะบันพาตัวเองไปอยู่ในวงสัมมนาทางวิชาการต่าง ๆ เท่าที่โอกาสและค่ารถในกระเป๋าจะเอื้ออำนวย ถึงแม้ว่างานสัมมนาหลายแห่งจะเก็บค่าลงทะเบียน แต่นักศึกษาก็มักได้รับสิทธิพิเศษเพื่อลดหย่อนหรือยกเว้นค่าลงทะเบียนหากเรายอมที่จะไม่รับเอกสารและไม่รับประทานอาหารที่องค์กรเจ้าภาพจัดไว้ให้ หรือบางครั้งก็ต้องนั่งเก้าอี้เสริม หรือลงไปนั่งฟังกับพื้น ฉันไม่เคยรังเกียจที่จะใช้สิทธินั้นเสมอ
?
วันนี้ฉันสวมรอยเป็นนักศึกษาอีกครั้ง เพราะได้รับคำเชิญชวนจากวิทยากรท่านหนึ่งให้ไปร่วมฟังการนำเสนอบทความในงานสัมมนาเกี่ยวกับรัฐชาติ-พรมแดน ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจัดโดย “ความร่วมมือในวงวิชาการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความริเริ่มของสถาบัน มูลนิธิ และองค์กรต่างๆ ทางด้านวิชาการ” ตามที่เขียนไว้ในโครงการสัมมนา
?
ฉันเห็นว่าหัวข้อการสัมมนาน่าสนใจ น่าจะช่วยเปิดหูเปิดตาตนเอง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของงานสัมมนาที่ระบุว่า “เพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้.... เพื่อกระตุ้นให้มีการนำเอาความรู้และความเข้าใจที่ได้ ไปปรับใช้....และเพื่อมุ่งสร้างคุณค่าและองค์ความรู้ความเข้าใจ....”
?
กลุ่มเป้าหมายของงานสัมมนาครั้งนี้ ได้แก่ “ครู-อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป” ซึ่งกำหนดว่าจะต้องจ่ายค่าลงทะเบียนคนละสามร้อยบาทสำหรับนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี และห้าร้อยบาทสำหรับบุคคลทั่วไป ในโครงการสัมมนาระบุชัดเจนว่าค่าลงทะเบียนนั้น “เป็นค่าเอกสารประกอบการสัมมนา อาหารว่างและกลางวัน” มิใช่ค่าเข้าฟังสัมมนาแต่อย่างใด
?
ดังนั้น ถ้าตีความตามตัวอักษรฉันจึงมิได้ทำผิดกติกาที่จะขอเข้าฟังโดยไม่กินอาหารและไม่รับเอกสาร (และอาจจะต้องนั่งพื้น) แต่คำขอของฉันถูกปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวด้วยเหตุผลที่ว่า “ที่นั่งเต็ม” (สำหรับคนไม่จ่ายตังค์ แต่ถ้าจะจ่ายตังค์ก็ยังรับลงทะเบียนเพิ่มได้)
?
เหตุที่ไม่ยอมจ่าย
ปัญหาของฉันไม่ได้อยู่ที่ราคาค่าลงทะเบียนว่าจะกี่ร้อยกี่พันบาท หรือการที่ตัวเองเสียเหลี่ยมเพราะไม่ได้เข้างาน “ฟรี” แบบที่เคยเล็ดลอดเข้างานสัมมนาอื่น ๆ ฉันเพียงอยากใช้สิทธิของคนธรรมดาคนหนึ่งที่ปรารถนาจะศึกษาหา “ความรู้ทางวิชาการ” (ซึ่งเอาเข้าจริง คำๆ นี้ก็อาจจะไม่มีคุณค่าควรแก่การฝ่าฟันเพื่อให้ได้มันมาสักเท่าไร) โดยไม่ต้อง “ซื้อ”
?
ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังอยากทวงถามถึงอุดมคติของสถาบันวิชาการ เป้าหมายของการผลิต “ความรู้ทางวิชาการ” และเกินเลยไปถึงอุดมการณ์ของระบบการศึกษาที่ฉัน (หลง) คิดว่ามันควรจะเป็นไป “เพื่อสังคม” และเป็น “บริการสังคม” ที่สถาบันวิชาการใด ๆ ก็ตามไม่ว่าของรัฐหรือเอกชนควรจะจัด “ให้” แก่ประชาชนโดยไม่คิดราคาค่างวด
?
สถาบันที่จัดงานอาจจะแก้ต่างว่าการกีดกันคนไม่มี (หรือไม่ยอมจ่าย) ตังค์ไม่ให้เข้าฟังนั้นเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่โดยพลการ ไม่ใช่นโยบายของหน่วยงาน แต่แม้ว่าสถาบันจะมีนโยบายกีดกันเช่นนั้นจริง ๆ ทั้งหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก
?
ฉันเองต่างหากที่เลอะเลือนหลงยุคสมัย ไม่ยอมเข้าใจว่ายุคนี้เป็นยุคลิขสิทธิ์ที่ของฟรีไม่มีในโลกอีกต่อไป ทุกอย่างมี “ต้นทุน” ที่ต้องจ่าย งานสัมมนาวิชาการส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศส่วนใหญ่เขาเก็บเงินค่าลงทะเบียนกันทั้งนั้น
?
อะไร ๆ มันก็เป็นเงินเป็นทอง เป็น “สินค้า” ไปเสียหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ “ความรู้ทางวิชาการ” (ยกเว้นความรู้ของชาวบ้านที่นักวิชาการไปฉกมาใช้อยู่บ่อย ๆ) สำคัญโอกาสในการศึกษาหาความรู้มีไว้สำหรับคนมีเงินเท่านั้น ฉันสิยังโง่งมมัวมาถามหา “บริการ” “สวัสดิการสังคม” อะไรอยู่ได้??
|