Home หัวข้อเสวนา ปีที่ 10 ครั้งที่ 437 วันที่ 9 มกราคม 2552 เรื่อง สังคมไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก
 
Increase Font Size Option 5 Reset Font Size Option 5 Decrease Font Size Option 5
  


ปีที่ 10 ครั้งที่ 437 วันที่ 9 มกราคม 2552 เรื่อง สังคมไทยท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก (อ่าน :580 ครั้ง) Print E-mail

   สืบเนื่องจาก บทความ "คิดถึงมาร์กซ์กลาง stag-deflation" โดย เกษียร เตชะพีระ (มติชนรายวัน) เรา ชาววิทยาลัยวันศกร์จะหยิบเรื่องนี้คุยกันต่อ 
รายละเอียดการเสวนา
   หมายเหตุ
     1. อ.เกษียร บอกว่าจะมีบทความที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ในวันศุกร์นี้ กรุณาติดตาม
     2. บทความแรกของ อ. เกษียร มีแล้ว
     3. ว.วันศุกร์ได้เตรียมเอกสารเพิ่มเติม

เริ่มบทความ


"คิดถึงมาร์กซ์กลาง stag-deflation"



โดย เกษียร เตชะพีระ

     มาร์กซ์จ๋า ช่วยอุ้มวอลล์สตรีทที! นายทุนตะคริวขึ้นสมองร้องปลายปี 2551 ไม่เพียงบริษัทไครสเลอร์จะปิดโรงงานประกอบรถยนต์ในอเมริกาทั้งหมด 30 แห่งนานอย่างต่ำ 1 เดือน, บริษัทฟอร์ดจะประกาศขยายวันหยุดโรงงานในอเมริกาเหนือช่วงคริสต์มาสเป็น 3 สัปดาห์ และบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์จะประกาศปิดโรงงานในอเมริกาเหนือลง 30% เท่านั้น

หากที่เมืองไอเซนาคทางเยอรมนีตะวันออก โรงงานรถยนต์ยี่ห้อโอเปิลซึ่งอยู่ในเครือบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ก็ได้ลดวันทำงานเหลือเพียง 4 วันในทุก 2 สัปดาห์มาตั้งแต่เดือนตุลาคมศกนี้แล้ว

    ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ "ภาวะชะงักงันพร้อมเงินฝืด" หรือ "stag-deflation" - ตามคำเรียกขานของศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ นูเรียล รูบินี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก - กำลังลุกลามระบาดไปทั่วโลกตามสายโยงใยโลกาภิวัตน์


    เสียงพร่ำเพรียกเรียกร้องให้รัฐควักงบฯหลวงช่วยเข้าแทรกแซงกอบกู้จัดการดูแลเศรษฐกิจ - แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปเองตามกลไกตลาดเสรี - ในทำนอง "สังคมนิยม" ของคาร์ล มาร์กซ์ (ค.ศ.1818-1883) ปรมาจารย์แห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ก็ดังระงมขึ้นทั้งจากนายธนาคารวอลล์สตรีท, นายทุนโรงงานรถยนต์ดีทรอยต์...

ไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาดอดีตพลเมืองสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (Deutsche Demokratische Republik, ค.ศ.1949-1990) หรือเยอรมนีตะวันออก ผู้เคยใช้ชีวิตภายใต้ระบอบสังคมนิยมมาหลายสิบปี อาทิ : -



-กรรมกรวัย 46 ปีจากเบอร์ลินตะวันออก

"เราได้อ่านเรื่อง "ความน่าสยองขวัญของระบบทุนนิยม" มาสมัยอยู่โรงเรียน มันก็ถูกจริงอย่างที่เขาว่าน่ะแหละ คาร์ล มาร์กซ์ แม่นเผงเลย... ผมมีชีวิตที่ดีพอควรก่อนกำแพงเบอร์ลินจะล้ม ตอนนั้นไม่มีใครกลุ้มเรื่องเงินเพราะเงินมันไม่สำคัญจริงจังอะไร"

-ช่างตีเหล็กเกษียณอายุแล้ว

"ตลาดเสรีโหดมาก นายทุนมันมีแต่จะรีดเอามากขึ้นๆๆ"

-เสมียนอำเภอเมือง

"ผมไม่คิดว่าทุนนิยมเป็นระบบที่เหมาะกับเรานะครับ...การกระจายทรัพย์สินมันไม่เป็นธรรม เราเห็นแล้วล่ะตอนนี้ คนตัวเล็กๆ อย่างผมจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเป็นค่าความเละเทะทางการเงินทั้งหลายแหล่ นี่ก็เพราะไอ้นายธนาคารละโมบโลภมากพวกนั้นนั่นแหละ"

จริงอยู่ การล่มสลายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน - หรือที่ทางการเรียกว่า "การรวมประเทศเยอรมันเป็นเอกภาพ" แต่ชาวบ้านชอบล้อเลียนว่า "การผนวกดินแดน" - ในปี ค.ศ.1990 นั้นนำสินค้าบริโภคที่หายากหรือไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนมากมายหลายอย่างมาให้ชาวเยอรมันตะวันออก ไม่ว่ากล้วยหอม, ผลกีวี, รถ BMW, การท่องเรือเดินสมุทร ฯลฯ

นับเป็นครั้งแรกที่พลเมืองคอมมิวนิสต์อย่างพวกเขามีเสรีภาพและโอกาสจะเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก การค้าปลีกขยายตัว บ้านช่องได้ตกแต่งปรับปรุงใหม่ คอฟฟี่ช็อปเพิ่มทวี ถนนหนทางคับคั่งจอแจ โฆษณาผุดเต็มจอทีวีและริมข้างทางราวดอกเห็ด ชาวเยอรมันตะวันออกราว 1 ใน 3 มีชีวิตดีขึ้น ส่วนใหญ่จะอยู่แถบสถานพักตากอากาศริมทะเลบอลติก และโรงงานรถยนต์กับอิเล็กทรอนิสก์บางแห่ง เป็นต้น

ในทางกลับกัน หลังรวมประเทศ งานนับล้านๆ ตำแหน่งก็สลายหายวับไปเพราะสินค้าจากโรงงานฟากเยอรมันตะวันออกถูกขายตัดราคาจนเจ๊ง หรือไม่ก็ถูกคู่แข่งจากฟากตะวันตกซื้อกิจการไปแบบถูกเหมือนได้เปล่าแล้วก็ปิดทิ้งเสีย อัตราคนว่างงานมากเป็นสองเท่าของฟากตะวันตกเสมอ (ตอนนี้ตกราว 14%) ส่วนค่าแรงและเงินบำนาญก็ต่ำกว่าตะวันตกเป็นนิจศีลเช่นกัน บ่อยครั้งต่ำกว่าถึง 30% แถมยังกำหนดเกณฑ์แรกรับบำนาญไว้ที่อายุสูงถึง 67 ปี (แต่ก่อนสมัยระบอบสังคมนิยม ผู้ชายจะได้รับบำนาญเมื่ออายุ 65 ปี ส่วนผู้หญิงได้เมื่ออายุ 60 ปีเท่านั้น)

ค่ารักษาพยาบาลมีแต่แพงขึ้นๆ ค่ารับเลี้ยงเด็กและค่าเล่าเรียนก็สูงขึ้นหรือทำท่าจะขึ้นเช่นกัน ทางการเรียกเก็บภาษีหนักขึ้นทั่วหน้า - ยกเว้นที่เก็บจากคนรวย! แต่ที่แย่ที่สุดก็คือชีวิตไม่ค่อยมั่นคงเอาเลย ไม่มีใครรู้แน่ว่าตัวเองจะถูกเลิกจ้างตกงานเมื่อไหร่ ไม่เว้นแม้แต่พวกที่โชคดีได้เข้าทำงานโรงงานบริษัทเก่าแก่ชื่อดังบางแห่งที่เข้ามาตั้งจากตะวันตก ยิ่งถ้าเป็นคนงานอาวุโสวัย 45-50 ปีแล้ว ก็หางานใหม่ทำยากมาก พอตกงานนานเกินหนึ่งปี เบี้ยประกันสังคมที่ได้ก็จะลดต่ำลงจนอัตคัดขัดสน แทบว่าจะต้องแบมือขอทานเขากิน ในสภาพเช่นนี้ปัญหาคนไร้บ้านจรจัดจึงเกิดตามมาและแผ่ขยายออกไป

มันจะแปลกตรงไหนที่ชาวเยอรมันตะวันออกพากันหวนคิดถึงระบอบสังคมนิยมในอดีตซึ่งผู้คนมีงานทำมั่นคงและมีกฎหมายห้ามฟ้องขับไล่คนออกจากบ้าน?

ผลการสำรวจทัศนคติคนเยอรมันตะวันออกของนิตยสารใหญ่ฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้จึงพบว่าร้อยละ 52 หมดความมั่นใจในเศรษฐกิจตลาดเสรี, และร้อยละ 43 สนับสนุนให้กลับไปสู่เศรษฐกิจสังคมนิยม

ปกหนังสือ Das Capital ของคาร์ล มารก์ซ์ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ค.ศ.1867

และสำนักพิมพ์หลักที่พิมพ์งานเขียนของคาร์ล มาร์กซ์ ออกวางขายในเยอรมนีก็รายงานว่า ผลงานคลาสสิคเรื่อง Das Capital : Kritik der politischen Oekonomie ("ทุน : บทวิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง" เล่ม 1 ตีพิมพ์ครั้งแรก ค.ศ.1867) ของมาร์กซ์กำลังขายดีผิดหูผิดตากว่าหลายปีที่ผ่านมา กล่าวคือเดิมทีปีทั้งปีจะขายได้ราว 500 เล่มเป็นอย่างมาก

แต่มาปีนี้ ถึงปลายเดือนตุลาคมก็ทำยอดขายได้ตั้ง 1,500 เล่มแล้ว! สะท้อนว่าผู้คนกำลังตามล่าหาคำอธิบายและหนทางแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกที่กำลังเกิดขึ้นกันจ้าละหวั่น จนพากันหันกลับไปหยิบมาร์กซ์จากชั้นวางขายมาลองอ่านค้นคว้ากัน

ซึ่งทางสำนักพิมพ์ก็ได้แต่เตือนผู้อ่านหน้าใหม่ที่ไม่เคยผ่านมาร์กซ์มาก่อนด้วยความห่วงใยว่า Das Capital ออกจะหนักอยู่สักหน่อยนะขอรับ, แหะๆ

สำหรับบทวิเคราะห์วิจารณ์วิกฤต stag-deflation ของโลกปัจจุบันที่อิงประยุกต์แนวคิดทฤษฎีของมาร์กซ์มาใช้นั้นมีบ้างหรือไม่? และเขาว่าอย่างไร? ผมขออนุญาตเล่าต่อสัปดาห์หน้า

เอกสารเพิ่มเติม จากวิกีพีเดีย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ


ปรัชญาของมาร์กซ

แนวคิดหลักของมาร์กซวางอยู่บนความเข้าใจเกี่ยวกับ แรงงาน โดยพื้นฐานแล้ว มาร์กซกล่าวว่ามนุษย์มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบข้าง เขาเรียกกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าการ ใช้แรงงาน และความพลังในการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า กำลังแรงงาน สำหรับมาร์กซแล้ว การใช้แรงงานนี้นอกจากจะเป็นความสามารถโดยธรรมชาติของกิจกรรมต่างๆ ทางกายภาพแล้ว แรงงานยังเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความคิดและจินตนาการของมนุษย์ด้วย:

แมงมุมทำกิจกรรมที่ไม่ต่างไปจากช่างทอผ้า และการสร้างรังของฝูงผึ้งก็สามารถทำให้สถาปนิกต้องอับอายได้ แต่ความแตกต่างระหว่างสถาปนิกที่แย่ที่สุดกับผึ้งที่เยี่ยมยอดที่สุดก็คือ สถาปนิกนั้นวาดภาพโครงสร้างของเขาในจินตนาการ ก่อนที่จะสร้างมันขึ้นมาในโลกความเป็นจริง.
นอกเหนือจากการที่อ้างว่าความสามารถของมนุษย์คือการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติแล้ว มาร์กซมิได้ใช้ข้ออ้างอื่นๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์อีกเลย.

มาร์กซสืบทอดแนวคิดแบบวิภาษวิธีของเฮเกิล ดังนั้นเขาจึงมักจะหลีกเลี่ยงความคิดที่ว่ามนุษย์มีธรรมชาติบางอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง บางครั้งมาร์กซิสจะอธิบายแนวคิดนี้โดยการเปรียบเทียบระหว่าง "ธรรมชาติ" กับ "ประวัติศาสตร์" หลายครั้งพวกเขาจะกล่าวว่า "สภาพการมีอยู่นำหน้าสำนึก" นั่นคือใครคนหนึ่งจะเป็นอย่างใดนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งหนและเวลาที่เขาอยู่ -- สถาพทางสังคมมีอำนาจมากกว่าพฤติกรรมดั้งเดิม หรืออาจกล่าวได้ว่าลักษณะสำคัญของมนุษย์คือการปรับตัวให้เขากับสิ่งต่างๆ รอบตัว

มาร์กซไม่เชื่อว่าคนทุกคนจะทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่เขาก็ไม่เชื่อเช่นเดียวกันว่าลักษณะที่ใครสักคนทำงานนั้นถูกกำหนดด้วยความคิดส่วนตัวไปทั้งสิ้น เขากลับอธิบายว่าการทำงานนั้นเป็นกิจกรรมทางสังคม และเงื่อนไขรวมถึงรูปแบบของการทำงานนั้นถูกกำหนดโดยสังคมและเปลี่ยนแปลงตามเวลา

การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของมาร์กซนั้นวางอยู่บนความแตกต่างระหว่าง ปัจจัยการผลิต ซึ่งหมายถึงสิ่งของเช่นที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปจนถึงเทคโนโลยี ที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าที่เป็นวัตถุ และ ความสัมพันธ์เชิงสังคมของการผลิต ที่กล่าวได้ว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงสังคมที่ผู้คนถูกดึงเข้าไปร่วม เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของและได้ใช้ปัจจัยการผลิต ปัจจัยสองประการนี้รวมเป็น รูปแบบการผลิต มาร์กซสังเกตว่าในสังคมหนึ่งๆ รูปแบบการผลิตนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย สำหรับสังคมทางยุโรปนั้นมีรูปแบบในการพัฒนาโดยเริ่มจากรูปแบบการผลิตแบบศักดินา ไปจนถึงรูปแบบการผลิตแบบทุนนิยม โดยทั่วไปแล้ว มาร์กซเชื่อว่าปัจจัยการผลิตนั้นเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมากกว่าความสัมพันธ์ของการผลิต ยกตัวอย่างเช่นเราได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต แต่ต้องใช้เวลาหลังจากนั้น ก่อนที่เราจะได้พัฒนากฎหมายที่ควบคุมเทคโนโลยีนั้น สำหรับมาร์กซแล้วการไม่เข้ากันของ ฐาน ทางเศรษฐกิจกับ โครงสร้างส่วนบน (superstructure) ทางสังคม คือสิ่งที่ทำให้เกิดความระส่ำระสายและความขัดแย้งในสังคม

ในการพิจารณาความสัมพันธ์เชิงสังคมของการผลิตนั้น มาร์กซไม่ได้มองแค่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกแต่ละคน แต่ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน หรือ กลุ่มชนชั้น มาร์กซมิได้นิยาม "ชนชั้น" ขึ้นมาโดยอาศัยใช้เพียงแค่การบรรยายแบบอัตวิสัย (subjective) เท่านั้น หากแต่ว่าเขายังพยายามจะนิยามชนชั้นด้วยเงื่อนไขที่เป็นแบบวัตถุวิสัย (objective) ด้วย เช่นการเข้าถึงทรัพยากรในการผลิต

มาร์กซให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับกำลังแรงงาน ซึ่งเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เอง ในการอธิบายความสัมพันธ์นี้โดยละเอียด มาร์กซทำโดยผ่านทางปัญหาความแปลกแยก ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงาน กล่าวคือ เมื่อกำลังแรงงานได้ถูกใช้ไปในการผลิต แต่เมื่อกิจกรรมนั้นสิ้นสุดลงกรรมสิทธิ์ของผลลัพธ์ที่ได้กลับตกไปเป็นของนายทุน นั่นคือมองได้ว่าเป็นการละทิ้งกรรมสิทธิ์ในกำลังแรงงานของตนเอง สภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดความแปลกแยกจากธรรมชาติของตนเอง และก่อให้เกิดความรู้สึกสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดสภาพการคลั่งไคล้โภคภัณฑ์ (commodity fetishism) ซึ่งผู้คนจะคิดว่าสิ่งสำคัญที่พวกเขาสร้างขึ้นก็คือสินค้า ความสำคัญทุกอย่างจะถูกถ่ายโอนไปที่วัตถุรอบกายแทนที่จะเป็นผู้คนด้วยกันเอง หลังจากนั้นผู้คนจะมองเห็นและเข้าใจตนเองผ่านทางความสัมพันธ์กับทรัพย์สินหรือสินค้าที่ตนเองครอบครองไว้เท่านั้น

การคลั่งไคล้โภคภัณฑ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่เองเงิลส์เรียกว่า สำนึกที่ผิดพลาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในเรื่องของ อุดมการณ์ ซึ่งมาร์กซและเองเงิลส์ได้ให้ความหมายว่าเป็นความคิดที่สะท้อนผลประโยชน์ของบางชนชั้นในบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ แต่กลับถูกแสดงว่าเป็นความเชื่อที่ถูกต้องสำหรับทุกๆ ชนชั้นและทุกๆ เวลา ในความคิดของพวกเขานั้น ความเชื่อดังกล่าวมิได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ผิดพลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่สำคัญทางการเมืองด้วย กล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า การควบคุมที่ชนชั้นหนึ่งๆ กระทำผ่านทางการครอบครองเครื่องมือการผลิตนั้นมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกับการผลิตอาหารหรือสินค้าเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับการผลิตความคิดหรือความเชื่อด้วยเช่นกัน ความคิดนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมสมาชิกของชนชั้นที่ถูกกดขี่จึงยังมีความเชื่อที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นแม้ว่าความเชื่อบางอย่างจะผิดพลาดแต่มันก็ยังเผยให้เห็นความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อที่ว่าสิ่งของที่คนผลิตขึ้นนั้นมีผลิตผลมากกว่าคนที่ผลิตมันขึ้นมานั้นอาจฟังประหลาด แต่มันก็แสดงให้เห็น (ในความคิดของมาร์กซและเองเงิลส์) ว่าผู้คนภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นถูกทำให้แปลกแยกจากกำลังแรงงานของตนเอง อีกตัวอย่างหนึ่งพบได้ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาโดยมาร์กซ ที่สรุปได้ในย่อหน้าหนึ่งของ Contribution to the Critique of Hegel's "Philosophy of Right:"

ความทุกข์ทางศาสนานั้นเป็นทั้งการแสดงออกของความทุกข์ที่แท้จริงและการประท้วงไม่ยอมแพ้ต่อความทุกข์ที่แท้จริง ศาสนาคือเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกดขี่ หัวใจของโลกที่ไร้หัวใจ และวิญญาณของสภาพไร้วิญญาณ มันคือฝิ่นของมวลชน
แม้ว่าในงานวิทยานิพนธ์ระดับเตรียมอุดมศึกษาเขาเคยอ้างว่าหน้าที่หลักของศาสนาคือการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในที่นี้มาร์กซมองว่าศาสนานั้นเป็นเครื่องมือทางสังคมสำหรับการแสดงออกและจัดการกับความเหลื่อมล้ำนั่นเอง



เราสามารถสรุปแนวคิดของคาร์ล มาร์กซได้คร่าวๆดังนี้
1. ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น โดยนับต้องแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน เช่น ทาสกับนาย ไพร่กับผู้ดี นายจ้างกับลูกจ้าง โดยจะมีคนนึงเป็นผู้ข่มเหง และอีกคนหนึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหง

2.โลกของนายทุน ในโลกปัจจุบันเกิดชนชั้นใหม่ที่มีบทบาทในสังคมมาก ได้แก่พวกนายทุน นายทุนเอาเปรียบชนชั้นแรงงานทุกวิถีทาง อำนาจของนายทุนคืออำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยกษัตริย์และผู้ปกครองก็อยู่ภายใต้อิทธิพลนายทุนด้วย

3.พวกนายทุนทั้งหลายมักเรียกร้องเสรีภาพ เช่น การค้าขายอย่างเสรี การแข่งขันเสรี แต่แท้จริงแล้วเป็นการเรียกร้องให้ตัวเองเอาเปรียบผู้อื่น

4.นายทุนเป็นพวกไร้ศีลธรรม มองเห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเพียงการสะสมเงินทอง ส่วนคุณค่าทางจิตใจ ความเมตตาปรานีหรือมนุษยธรรมแทบจะไม่มีอยู่ในสำนึกของนายทุน

5.ชนชั้นกรรมาชีพจะชนะนายทุนในที่สุด ในตอนแรกสังคมอาจมีหลายชนชั้น แต่สุดท้ายจะเหลือเพียง นายทุน และ กรรมาชีพ ซึ่งจะถูกนายทุนข่มเหงตลอดเวลา จนต้องรวมตัวเป็นสหภาพกรรมกร และกลายมาเป็นพรรคการเมือง จนมีอำนาจเอาชนะนายทุนได้

6.ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ลักษณะที่สำคัญที่สุดของระบอบคอมมิวนิสต์คือ การล้มล้างทรัพย์สินส่วนตัว เพราะสิ่งนี้คือ สัญลกษณ์แห่งความเห็นแก่ตัว ของนายทุน

หลักการวิภาษวิธี คืออะไร
Dialectic
From Wikipedia, the free encyclopedia

Not to be confused with dielectric.
Dialectic (also called dialectics or the dialectical method) is a method of argument which has been central to both Eastern and Western philosophy since ancient times. It is rooted in the ordinary practice of a dialogue between two persons, each of whom holds a different view and wishes to persuade the other of his view. The presupposition of a dialectical argument is that the participants share at least some meanings and principles of inference in common, even if they do not agree. Different forms of dialectical reason have emerged in the East and in the West, as well as during different epochs of history (see below).

Among the major forms of dialectic reason are Hindu, Buddhist, Socratic, medieval, Hegelian, and Marxist.

Contents [hide]
1 Theoretical principles
2 Western forms of dialectic
2.1 Classical philosophy
2.1.1 Socratic dialectic
2.2 Medieval philosophy
2.3 Modern philosophy
2.3.1 Hegelian dialectic
2.3.2 Marxist dialectics
3 Eastern forms of dialectic
3.1 Hindu dialectic
3.2 Jain dialectic
3.3 Buddhist dialectic
4 Dialectical Method and Dualism
5 Dialectical biology
6 Criticism of dialectic
7 See also
8 Notes
9 References
9.1 General information
10 Further reading
11 External links



[edit] Theoretical principles
Dialectics is based around three (or four) basic metaphysical concepts:

Everything is transient and finite, existing in the medium of time (this idea is not accepted by all dialecticians).
Everything is made out of opposing forces/opposing sides (contradictions).
Gradual changes lead to turning points, where one force overcomes the other (quantitative change leads to qualitative change).
Change moves in spirals not circles. (Sometimes referred to as "negation of the negation")
Within this broad qualification, dialectics have a rich and varied history. It has been stated that the history of dialectic is identical to the extensive history of philosophy.[1]. The basic idea perhaps is already present in Heraclitus of Ephesus, who held that all is in constant change, as a result of inner strife and opposition[2][3][4] Only fragments of his works and commentary remain, however.

The aim of the dialectical method is to try to resolve the disagreement through rational discussion,[5][6] and ultimately, the search for truth. One way to proceed — the Socratic method — is to show that a given hypothesis (with other admissions) leads to a contradiction; thus, forcing the withdrawal of the hypothesis as a candidate for truth (see also reductio ad absurdum). Another way of trying to resolve a disagreement is by denying some presupposition of both the contending thesis and antithesis; thereby moving to a third (syn)thesis or "sublation". However, the rejection of the participant's presuppositions can be resisted, which might generate a second order controversy.[7]

 
 

 

Comments
Search
Only registered users can write comments!

3.25 Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

Last Updated on Sunday, 28 June 2009 14:24
 

Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.